Vlovepeugeot ชมรมคนรักเปอโยต์ (เปอร์โยต์) ประเทศไทย

หมวดหมู่ทั่วไป [ General topics ] => พูดคุยทั่วไป ได้ทุกเรื่อง => ข้อความที่เริ่มโดย: KonG_S16 ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 15:23:38



หัวข้อ: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: KonG_S16 ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 15:23:38
มาจาก Forward mail อีกแล้วครับ แต่ไม่รู้ว่าจะจริงรึเปล่า :What:

อ้างถึง
ปี 2553 จุดจบประเทศไทย ......ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย
เรื่องนี้คนไทยทุกคนควรที่จะได้รู้ .....ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา ..ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอสโค
ซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้นเพื่อสร้างภูมิปั??ญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง
เมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่า ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14ประเทศ
ซึ่งในตอนนั้น นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น
แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์เริ่มเป็นจริง! ประเทศอินโดฯได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์
และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศ อาเจะห์ และอีกหลายประเทศที่จะเกิดตามมา

ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมาที่งานคนดีศรีสังคม ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ
คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก 4 - 6 ประเทศ แน่นอน !
ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553
ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs จะเริ่มมีผลสมบูรณ์   การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์
สินค้าเกษตรต่าง ๆ จากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล

ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกัน
และสินค้าเกษตรของไทยก็จะขายไม่ออกเนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ
ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง
เป็นการพัฒนาแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย
จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียตนามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน
คนปลูกหอม กระเทียมจะไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน
เป็นวงจรอย่างนี้ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายไม่ได้
เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของเกษตรไทยด้วยกันมากิน
เนื่องจาก สินค้าของต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า
เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๋ยของต่างประเทศ พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

เนื่องจากในอีก 10 ปีข้างหน้าพันธุกรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs
และเมื่อเกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ของประเทศอยู่ไม่ได้
วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย  รัฐบาลไทยจะไม่มีปั??ญญาที่จะแก้ไขปัญ?หาได้
เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้ เนื่องจากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว
ไฟฟ้าก็แพงขึ้น   น้ำมันก็แพงขึ้น โทรศัพท์แพงขึ้นเนื่องจากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เขาสามารถตั้งราคา   ได้ตามใจชอบถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่า เขาจะไม่มีกำไร
ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไรเท่านั้น  ถ้าเขาไม่มีกำไรเขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์
คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคาที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้

ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ ๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้
การขายที่ดินราคาถูก ๆ และจำนวนมหาศาลจะตามมา  คนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ
ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏแล้วว่าที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว
เกษตรกรไทยที่ขายที่ดินได้ ก็ไม่สามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้อื่นได้
เพราะธุรกิจอื่นได้ตกอยู่ในกำมือของต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ Big C, Lotus,
Carrefour, ธุรกิจอาหารก็ตกอยู่ในมือของ KFC, Pizzahut, McDonal, สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส ฯลฯ

ดังนั้น   เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก   เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด ...
เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ ... รัฐจะอยู่ได้ฤา ?

4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย
เนื่องจากความแตกต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในปี 2553
คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการแยกประเทศ เพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทย
การเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง การสนับสนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้น
จนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร  ก็จะถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย
ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว  การแยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน

จากนั้น ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรี   ตราด   ระยอง   ฉะเชิงเทรา  จะขอแยกตัวตามมา
เนื่องจากที่ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่าง ๆ
เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ  การขอแยกตัวก็จะทำได้ไม่ยาก
นั่นหมายถึง การซื้อประเทศไทย คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ Alaska จาก  Russia
ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่

เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร ?

ผมติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิ มาหลายปี  และสิ่งที่เขียนในไทยรัฐหน้า 2 เกือบทุกวันนั้น
ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียนของนิติภูมิ
ไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์
บ่อยครั้งที่นิติภูมิ มองการค้า การเมือง สังคมไปพร้อมกัน
รวมทั้งประวัติศาสตร์เขามอง อาเจนติน่า ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจ
ก่อนล่มจริง... เขาทำนาย การเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้งอนาคตชาวเชเชนไว้น่าสนใจ
ผมว่า สิ่งที่เขาพูดเป็นไปได้นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วยของคนไทย
แทนที่ไปเดิน big-c, lotus, careflour, เพราะผมบอกแม่บ้านและลูก ๆ ว่า
เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน ไม่ต้องไปห้างใหญ่อีกเพราะอะไร
เพราะเราไป คาร์ฟู เงิน 100 บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86 บาท เหลือให้คนไทย 14 บาท
เพราะของต่างชาติเกือบ 100 เปอร์เซนต์ บิ๊กซี โลตัสเหมือนกัน

นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซนต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดู ของ 3 ห้างดัง
ผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น 
เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์  แล้วบางห้าง 86 ปอร์เซ็นต์
สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3 บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5 บาทก็ซื้อที่นี่
เพราะมันจะเป็นภาษีคนไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริง ๆ ๆ
ถ้าซื้อจากห้าง 1,000บาท  มันไหลไปต่างประเทศ 900บาท ที่เหลือ 100 บาท

ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียว
ห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400 ห้าง ทั่วประเทศ
คนอาเจนติน่าจึงทำเงินส่ง คาร์ฟู ส่งห้างต่างชาติ เกือบ100 เปอร์เซ็นต์
เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจน จึงไหลไปหมด ในประเทศจึงไม่เหลืออะไร
ทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้   ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบให้น้อยลง
เลิกกิน kfc และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหน ต่อปีน้อยสุด

ผมอธิบาย วิธีสิ้นชาติแบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กที่บ้าน และลูกฟัง
หัดให้ลูกมาทานบัวลอย ขนมชั้น ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ
ได้ผล... ลูกเปลี่ยนวิธีกิน... วิธีคิดไปเลย ... เปลี่ยนไปได้มาก
พอเย็นสั่งผมซื้อเต้าส่วนบ้าง ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง
ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ ผมไปตลาดซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทย ๆ
แล้วผมไป kfc ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่องครับเหมือนกัน ราคาต่างกันลิบเลย
ผมก็อธิบายคำว่า  license ( ค่าลิขสิทธิ) ให้ลูกฟัง
ผมบอกว่า ซื้อไก่ 35 บาท ค่าไก่ 15 บาท ที่เหลือเป็นค่าลิขสิทธ
ไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ ใบตองที่ห่อขนมไทย ไม่มีลิขสิทธิ
มันเป็นวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ไม่ถึง 3 เดือน   
ขนมต่างชาติ ห่อสวย   แพง เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิ
เวลามันหล่นที่พื้น ไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน 200 ปี
ผมสอนแบบนี้  ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย  ผมทำได้และได้ทำแล้ว

ปล. ใคร่จะขอกรุณาช่วยนำบทความไปเผยแพร่ต่อ จะเป็นพระคุณมากครับ
ยาวไปหน่อย แต่อยากให้อ่าน 


ไว้ว่างๆ จะลองกินขนมไทยดูนะ แต่น้ำตาบในขนมไทยมันเยอะมากๆ นี่สิ ทำไงดีล่ะเนี่ย :เครียดดูดบุหรี่:


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: GaSzOhOl ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 16:03:55
 :nononono: โอวม่ายยยย นึกแล้วเศร้าใจ  :มุมโคตรเศร้า:


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: PG.O.T-002 ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 16:11:48
 :siksik:



หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: TumXsi ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 16:12:37
ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริง สงสารลูกหลานเราที่ไม่มีประเทศอยู่นี่ล่ะสิ เพราะตนเหตุเกิดจากคนรุ่นพ่อแม่ทำ......


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: สิงห์คะนองนา ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 17:25:38
เข้าทำนองว่า ถ้าข้าไม่โกง คนอื่นก็โกง งั้นข้าโกงเองซะเลยดีกว่า หึหึหึ น่ากลัวจริง ๆ


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: โอ๊ต_XU5_ฝาส้ม ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 17:57:37
ตามจริงโลกเราก็แตกไปแล้วแหละครับ  และถึงจุดจบ ตามที่เขาทำนายไว้

มีแต่คนไปคิดว่า โลกจะระเบิดหรือ  ไหนล่ะไม่เห็นระเบิดเลย

ก็ยังอยู่ดีนี่  ทำนายมั่วหรือเปล่า

แต่ที่โลกมันแตก  มันไม่ได้แตกที่ตัวโลกหรอกครับ

มันแตกที่สภาพสังคมของคนเรานี่แหละ  สังคมทั้งโลก

จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ปี 2000 มา ปัญหาสังคมในโลกมีมากจริงๆ

ไหนจะสงคราม  ไหนจะเศรษฐกิจ  ไหนจะการเมือง เพียบครับ

ลองดูข่าวๆวันๆนึงก็ได้  มีสงครามกันกี่ประเทศ  จราจลกี่ประเทศ

เศรษฐกิจพังไปกี่ประเทศ   การเมืองก็ประท้วงกันกี่ประเทศ


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: vopang ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 20:03:20
มีความเป็นไป้ได้หรือเปล่าไม่ทราบ  แต่ถ้าแนวคิดนักการเมือง มือสกปรก ใจสกปรก สมองเป็นรา รวมทั้งสื่อถูกซื้อด้วยเงิน เยาวชนติดยาเสปติด การศึกษาของเยาวชนตำ และมีกระเทยเต็มเมือง(5555) และถ้าเราไม่ช่วยกันประเทศเราลำบากแน่  ข้อสังเกตุ สิงคโปร์จะอยู่แถวสีลมและจะเป็นเจ้าของแบงค์และธุระกิจบริการ ส่วนยุ่นจะยู่ตามนิคมอุตสาหกรรม ฝรั่งจะทำห้างดังๆ คนไทยทะเลาะกันไม่เลิก55555 คิดต่อครับ...


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: pp1805 ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 20:41:10
เศร้า.........


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: dej ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 21:11:50
                ดีใจมากที่ยังมีคนคิดถึงชาติบ้านเมือง ความจริงเขาได้แผ่อิทธิพลเพื่อจะครอบครองประเทศไทยมานานแล้ว เห็นชัดเจนรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จไปประทับที่เมืองลพบุรี เพราะเรือรบต่างชาติไม่สามารถเข้าไปถึง พ้นจากวิถีกระสุนปืนใหญ่ ซึ่งหากรบกันด้วยกองกำลังทหารราบ กองคชบาล กองทัพม้า รับรองฝรั่งสู้ไทยไม่ได้ จนสิ้นรัชกาล
                 ครั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคล่าอาณานิคมขนาดหนัก พม่ากษัตริย์ธีบอ
ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๓
ครั้นรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เห็นท่าจะรักษา กรุงเทพมหานคร ไว้ได้ยากพระองค์ทรงศึกษากุศโลบายของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
สมัยกรุงศรีอยุธยา ว่าเหตูใดจึงทรงรักษาเอกราชของชาติเอาไว้ได้ ทั้งที่มีฝั่งเศส ฮอลันดา
โปร์ตุเกต ญี่ปุ่น ยุคนั้นพม่าไม่กล้าแหยม
                  สมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เงินถุงแดงถูกฝรั่งเศสปล้นเอาไปจนหมดท้องพระคลังมหาสมบัติ แดนเสียไปมากกว่าประเทศไทยในปัจจุบัน
                   จนถึงยุค พ.ศ.๒๔๗๕ ชาวพาราศิวิไล ห้ามผู้หญิงกินหมาก ญ หญิงไม่มีหาง ห้ามผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน ผู้ชายสวมหมวก สวมรองเท้าหนัง ต้นหมากถูกตัดโค่น ถือว่าผิดกฏหมาย ดนตรีไทย โขน ละคร ลิเก ลำตัด อีแซว ถือว่าล้าหลัง
                   คูคลองถมสิ้น วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลถมทับเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ตั้งแต่สมัยกางเกงหรั่ง หนังคาวบอย เพลงร็อก...................................................หนังไทยไมดู ลิเกในทีวีไม่ีได้ จนให้อเมริกาเข้าตั้งฐานทัพทั่วไทย เพื่อจะได้เอาระเบิดไปทิ้งเวียตนาม แล้วก็บินกลับมาลงในสนามบินประเทศไทย สร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เหมือนกับการให้ผู้อื่นมาอาศัยยิงหนังสติกในบ้านเรายิงใสหลังคาข้างบ้าน
                 ขณะนี้นอกจากธนาคารออมสินแล้ว ธนาคารอะไรบ้างที่คนไทนเป็นเจ้าของ พื้นฐานหลักเช่น การสื่อสารคมนาคม การปิโตรเลี่ยม การค้า อหังหาริมทรัพย์ พืชพันธุัุ์ธัญญาหาร การศึกษา การลงทุน ใครถ้าไม่ใช่........ขายชาติ่


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: mars ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 22:21:50
แปลกใจที่คนไทยไม่ค่อยมีความเป็นชาตินิยมซักเท่าไหร่
ของบางอย่างที่คนไทยทำก็ไม่นิยมกัน ผ้าไทยสวยๆก็ไม่ใส่  กระเป๋าถือผู้หญิงที่ทำจากผ้าไทยก็ไม่ถือ ต้องไปถือหลุยส์ติงต๊อง ใบล่ะตั้งหลายหมื่น ดาว์นรถได้เป็นคัน ไม่เห็นจะสวยเล้ย (หรือว่าเราไม่มีศิลปะในการมองหว่า)

อย่างว่าค่ะ ไทยไม่ช่วยไทย แล้วใครจะช่วยเรา ก็คงต้องเริ่มจากตัวเราก่อน
ปัจจุบันอะไรที่เป็นสินค้าไทยก็จะซื้อใช้ค่ะ เครื่องสำอางค์ ของใช้ประจำวันบางอย่าง เช่นพวกแชมพู สบู่  ยาสระผม ก็ใช้โอท๊อปบ้านเรา (แบบว่าดูที่ว่ามีมาตรฐานรับรองนิดนึง) พวกโลชั่นทาผิวก็ใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ผลิตภัณฑ์โอท็อบอีกเช่นเคย พอใช้แล้วก็ไม่ต่างจากโลชั่นบอดี้ช็อบ หรือวิคตอเรียซีเคร็ตเท่าไหร่ พอๆกัน ประหยัดตังค์กว่าด้วย ที่แน่คืออุดหนุนคนไทยด้วยกัน
มาช่วยกันอุดหนุนของไทยเถอะค่ะ (อะไรที่อุดหนุนได้) ประโยชน์ไม่ได้ตกที่ใคร ก็ตกที่เราและก็ลูกหลานของเรา


ใครจะมาลองแบบนัทก็ไม่หวงห้ามค่ะ แต่ถ้าทำแล้วประหยัดตังค์ได้เยอะขึ้น ทำให้รวยขึ้นก็อย่ามาโทษกันนะ


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: สิงห์คะนองนา ที่ วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 22:34:39
แปลกใจที่คนไทยไม่ค่อยมีความเป็นชาตินิยมซักเท่าไหร่
ของบางอย่างที่คนไทยทำก็ไม่นิยมกัน ผ้าไทยสวยๆก็ไม่ใส่  กระเป๋าถือผู้หญิงที่ทำจากผ้าไทยก็ไม่ถือ ต้องไปถือหลุยส์ติงต๊อง ใบล่ะตั้งหลายหมื่น ดาว์นรถได้เป็นคัน ไม่เห็นจะสวยเล้ย (หรือว่าเราไม่มีศิลปะในการมองหว่า)

อย่างว่าค่ะ ไทยไม่ช่วยไทย แล้วใครจะช่วยเรา ก็คงต้องเริ่มจากตัวเราก่อน
ปัจจุบันอะไรที่เป็นสินค้าไทยก็จะซื้อใช้ค่ะ เครื่องสำอางค์ ของใช้ประจำวันบางอย่าง เช่นพวกแชมพู สบู่  ยาสระผม ก็ใช้โอท๊อปบ้านเรา (แบบว่าดูที่ว่ามีมาตรฐานรับรองนิดนึง) พวกโลชั่นทาผิวก็ใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ผลิตภัณฑ์โอท็อบอีกเช่นเคย พอใช้แล้วก็ไม่ต่างจากโลชั่นบอดี้ช็อบ หรือวิคตอเรียซีเคร็ตเท่าไหร่ พอๆกัน ประหยัดตังค์กว่าด้วย ที่แน่คืออุดหนุนคนไทยด้วยกัน
มาช่วยกันอุดหนุนของไทยเถอะค่ะ (อะไรที่อุดหนุนได้) ประโยชน์ไม่ได้ตกที่ใคร ก็ตกที่เราและก็ลูกหลานของเรา


ใครจะมาลองแบบนัทก็ไม่หวงห้ามค่ะ แต่ถ้าทำแล้วประหยัดตังค์ได้เยอะขึ้น ทำให้รวยขึ้นก็อย่ามาโทษกันนะ


เราไม่มีความเป็นตัวของตัวเองมั้ง เป็นทาส(ค่านิยม และแฟชั่น)เลยดีกว่า


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: wut405 ที่ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2008 เวลา 10:11:29
สั้นๆคำเดียว เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ ผลประโยชน์ไม่ลงตัว คนชั้นบริหารกับคนชั้นสูงของสังคม มันขัดผลประโยชน์กัน ประเทศไทยถึงได้เป็นแบบที่เห็นอย่างนี้ละครับ :ไม่สบาย:


ไม่ต้องมองว่าใครผิดใครถูก คนที่ด่าเขาทุกวัน ว่าคนอื่นชั่ว ถามตัวเองสักนิดว่า แล้วตัวเองมีดีอะไรถึงไปด่าเขาได้ การสะกดจิตหมู่ ทำได้แต่คนที่มีจิตใจอ่อนแอเท่านั้น แต่คนที่ฝึกจิตมาดีแล้ว เรื่องจะมาสะกดจิตหมู่ปลุกระดม มันไม่ง่ายอย่าที่คิดหรอกครับ  :สะกดจิต:

ผมอยู่ทางใต้ ผมรู้ว่าเขาทำอะไรกัน เขาก็แค่ต้องการเปลี่ยน ขั่วอำนาจการบริหารมาอยู่ฝ่ายตัวเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรที่ทำไปเพื่อประชาชนโดยแท้จริง มันก็แค่การสร้างภาพ ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตัวเองเป็นฝ่ายร้ายเท่านั้น แต่ฝ่ายตัวเอง เทพ หมด ไม่เคยมีผิดสักกะนิด ถ้ามันจะชั่ว ผมก็ว่า มันก็ชั่วกันทั้งคู่ละครับ :ใบเหลือง:

เอาเป็นว่า ดูที่ความถูกต้องเป็นหลัก ดีกว่าดูที่ความถูกใจจะดีกว่าครับ สังคมไทย กำลัง หลงทาง อย่างแรงนะครับ พี่น้องงงงงงงงงงงงง :มุมโคตรเศร้า:


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: PG.O.T-002 ที่ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2008 เวลา 12:02:21
สั้นๆคำเดียว เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ ผลประโยชน์ไม่ลงตัว คนชั้นบริหารกับคนชั้นสูงของสังคม มันขัดผลประโยชน์กัน ประเทศไทยถึงได้เป็นแบบที่เห็นอย่างนี้ละครับ :ไม่สบาย:


ไม่ต้องมองว่าใครผิดใครถูก คนที่ด่าเขาทุกวัน ว่าคนอื่นชั่ว ถามตัวเองสักนิดว่า แล้วตัวเองมีดีอะไรถึงไปด่าเขาได้ การสะกดจิตหมู่ ทำได้แต่คนที่มีจิตใจอ่อนแอเท่านั้น แต่คนที่ฝึกจิตมาดีแล้ว เรื่องจะมาสะกดจิตหมู่ปลุกระดม มันไม่ง่ายอย่าที่คิดหรอกครับ  :สะกดจิต:

ผมอยู่ทางใต้ ผมรู้ว่าเขาทำอะไรกัน เขาก็แค่ต้องการเปลี่ยน ขั่วอำนาจการบริหารมาอยู่ฝ่ายตัวเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรที่ทำไปเพื่อประชาชนโดยแท้จริง มันก็แค่การสร้างภาพ ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตัวเองเป็นฝ่ายร้ายเท่านั้น แต่ฝ่ายตัวเอง เทพ หมด ไม่เคยมีผิดสักกะนิด ถ้ามันจะชั่ว ผมก็ว่า มันก็ชั่วกันทั้งคู่ละครับ :ใบเหลือง:

เอาเป็นว่า ดูที่ความถูกต้องเป็นหลัก ดีกว่าดูที่ความถูกใจจะดีกว่าครับ สังคมไทย กำลัง หลงทาง อย่างแรงนะครับ พี่น้องงงงงงงงงงงงง :มุมโคตรเศร้า:

 :love love:

เห็นด้วยกับคำพูดคุณ wut405 อย่างแรงครับ โดนใจๆ


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: โอ๊ต_XU5_ฝาส้ม ที่ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2008 เวลา 15:00:27
ผมเคยดูสารคดีเกี่ยวกับการเมืองรัสเซีย

มีคนเขาบอกว่า  เวลาเลือกนักการเมือง

จะมีอยู่ 2 ตัวเลือก  คือ

ชั่ว กับ ชั่วมากกว่า

ผมว่า มันคงไม่เฉพาะรัสเซียหรอก

ประเทศไหนก็คงเหมือนกันหมดนั่นแหละครับ


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: TiTLe ที่ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2008 เวลา 16:37:05
ทำใจ.....


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: นิสิตสุรา ตี4 ที่ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2008 เวลา 20:46:42
ผมอยู่ทางใต้ ผมรู้ว่าเขาทำอะไรกัน เขาก็แค่ต้องการเปลี่ยน ขั่วอำนาจการบริหารมาอยู่ฝ่ายตัวเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรที่ทำไปเพื่อประชาชนโดยแท้จริง มันก็แค่การสร้างภาพ ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตัวเองเป็นฝ่ายร้ายเท่านั้น แต่ฝ่ายตัวเอง เทพ หมด ไม่เคยมีผิดสักกะนิด

ถูกใจและดีใจครับที่ยังมีคนในพื้นที่มองออก

ส่วน นิติภูมิ สำหรับผมไม่มีราคาครับนั่งเทียนมากกว่าที่รู้จริง
ใครอยากรู้จักนิติภูมิจริงๆ ลองหาโหลด ป้าเช็ง มาฟังซิครับ...


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: jamesdrum ที่ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2008 เวลา 21:23:26
ผมว่าถ้าอนาคต(อันใกล้ หรือไกล)เป็นจริง...ประชาชนของประเทศเราเกินครึ่งคงไม่ยอมแน่ๆ...ผมล่ะคนนึงขอสู้และยอมตายบนแผ่นดินเกิด...!!!ขอบคุณครับ...


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: supreme ที่ วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2008 เวลา 18:41:52
คุณนิติภูมินี่ถ้าเป็นสถานะการณ์ปัจจุบันที่แกเขียนในหน้า2ไทยรัฐผมก็ชอบอ่านนะ  แต่แกมาทำนายอนาคตนี่ผมไม่ค่อยเชื่อแกเท่าไหร่  มันเหมือนกับหมอดูที่ทายคนไปทัั่วแต่ชีวิตตัวเองยังจัดการให้ดีไม่ได้  แล้วยิ่งเกี่ยวกับการเมืองด้วยหารด้วย 100 ยังน้อยไปครับ ผมเห็นนักการเมืองพวกนึงก็ว่า จะดีใหญ่โตเป็นฮับโน้นฮับนี่  อีกพวกก็ว่าจะล่มจม  แต่สุดท้ายมันก็ยังเหมือนเดิม ยังไม่ตายไปไหน  แต่มันต้องดีกว่าเดิมแน่นอน  ถ้าหยุดสาดโคลน หยุดตีกัน  แล้วมาระดมสมองจับมือกันทำงานเพื่อชาติจริงๆบัดเดี๋ยวนี้


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: songdej ที่ วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2008 เวลา 22:45:23
เลิกใช้ รถฝรั่งเศส แล้วจะใช้ไรดีเนี้ย


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: PG.O.T-002 ที่ วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2008 เวลา 23:01:13

ส่วน นิติภูมิ สำหรับผมไม่มีราคาครับนั่งเทียนมากกว่าที่รู้จริง
ใครอยากรู้จักนิติภูมิจริงๆ ลองหาโหลด ป้าเช็ง มาฟังซิครับ...[/color]

ไครอยากฟังป้าเช็ง PM เมลล์มาได้ครับ เดี๋ยวจัดไปให้ ฟังแก้เครียดนะครับ


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: laksanova ที่ วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2008 เวลา 23:18:31
อืมมมมมมมม

ผมว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอ่ะครับ ปัจจัย เพราะเรามันเน้นส่งออกอย่างบ้าคลั่ง

แล้วตอนนี้เรากำลังจะส่งออกไม่ได้ งานก็ต้องเข้าเป็นธรรมดาครับ ไม่มีไรน่าแปลกใจ เมื่อ ฝรั่งมันกำลัง มืนตรืบกำเศรษฐกิจของมัน

ประเทศที่กลวงๆอย่างเรา มีหรือที่จะรอดได้ ในเมื่อคนส่วนใหญ่ ไม่ได้มีเงินเก็บกันเลย เมื่อถึงเวลาวิกฤติ มันจะเห็นผล ตอนนี้ โรงงาน เริ่มถยอยปิดลงแล้ว เพราะไม่มีออเดอร์ คอยดูแล้วกันอีกไม่นานครับ อีกไม่นาน

ขอให้ผมคิดผิดแล้วกัน  คิดแล้ว เครียด


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: nunt ที่ วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2008 เวลา 20:52:04
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมครับ มันอยู่ที่ว่าเราจะปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น หรือเราจะช่วยกัน คิด แก้ไข ไม่ให้มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า สู้นะครับคนไทย ผมก็อยากให้มีประเทศไทย เดี่ยวกันครับ เราคงจะผ่านเรื่องร้ายๆไปใด้ด้วยกัน:มอบดอกไม้:


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: mr.itti ที่ วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2008 เวลา 15:58:10
 :เครียดดูดบุหรี่:แต่ไม่ต้องห่วงครับ เราต้องยอมรับความจริง มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดไม่ว่าช้าหรือเร็ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นสูตรสำเร็จตายตัวนะครับว่าจะเป็นแบบนี้แน่ๆ เพียงต่างกันโดยวิธีการเหมือนกันที่ผลของเหตุ ต่อจากที่คุณนิติภูมิทำนาย ต่อจากนั้นก็จะไม่มีประเทศครับ มีเพียงกลุ่มที่ผลิตสินค้าชนิดต่างๆมาแลกเปลื่ยนชื้อขายกัน "พอเพียง"เป็นทางแก้ที่ "จริง" ที่สุด ฝากไว้เป็น อีกหนึ่งความเห็นครับ


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ecco ที่ วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2008 เวลา 18:32:16
ช่วงหลัง สงครามเวียตนามและหลัง 14 ตค 16 มีคำทำนายมากมายเกี่ยวกับความล่มจมของระบบประชาธิปไตยแถบเอเซีย บ้างก็ว่าจีนแดงจะครองแถบเอเซียทั้งหมด ความหวั่นกลัวจีนยึดคืนฮ่องกงเกิดขึ้นอย่างมากมาย บ้างก็ว่าจะเป็นอย่างโน้นจะเป็นอย่างนี้  คนรวยมีเงินมีที่ดินมาก ๆ ขายที่ขายทรัพย์สินอพยพไปอยู่อเมริกาและแคนาดามากมาย  30-40 ปีต่อมา ก็เป็นอย่างที่่เห็น ๆ นี่แหละ คำทำนายของผู้(คิดว่าตัวเอง) รู้ มีมาทุกยุคทุกสมัย   แต่จริง ๆ แล้วโลกเราเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน  เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มมีโลกและสรรพสิ่งในโลกอยู่แล้ว   อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตน่าจะดีเอง




ลองอ่านเรื่องโลกแบนดูแล้วจะเห็นสัจจะธรรมว่าโลกมันเป็นเช่นนี้เอง เรื่องนี้คนอื่นเขารู้เขาคิดไ้ด้มาตั้งนานแล้ว   
สำหรับนิติภูมิ เมื่อก่อนตอนยังเพียงแต่อ่านที่เขาเขียนและฟังที่เขาพูดรู้สึกศรัทธาเขามากทีเดียว แต่พอเห็นเขาทำ
และพฤติกรรมที่เขาแสดงออกทางการเมือง  "หมดศรัทธาและหมดความเชื่อถือเขา" เกือบทุกสิ่ง ยังพอมีเหลือบ้าง
แค่ฟัง อ่านข้อเขียนของเขา เอาไว้คิดพิจารณายามว่างบ้างเท่านั้น 


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ecco ที่ วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2008 เวลา 18:37:05
http://manage.future.org.cn/attachment/20061031/124250_The.World.Is.Flat.pdf


ลองอ่านสรุปภาษาไทยดูแล้วคิดตามจะเห็นสัจจะธรรม







สรุปสาระน่าสนใจจากหนังสือ ?โลกแบน: ประวัติศาสตร์สังเขปของศตวรรษที่ 21?
(The World Is Flat: A Brief History of the Twenty-First Century)
โดย Thomas L. Friedman (2005)
อ่าน & เล่า โดย ........... ดร. ภาณุภาคย์ พงศ์อติชาต สำนักวิจัยและพัฒนาระบบงานบุคคล
สำนักงาน ก.พ.
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ 1
เกี่ยวกับผู้แต่ง
Thomas L. Friedman เกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1953 ในรัฐมินเนโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา
เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ถึง 3 ครั้ง โดยได้ครั้งแรกในปี 1982 ในสาขาการรายงานข่าวต่างประเทศ
ปัจจุบันเป็นคอลัมน์นิสต์ ข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ New York Times
นอกจากเป็นผู้สื่อข่าว นักทำสารคดี แล้ว การเขียนหนังสือ ก็ยังสร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นอันมาก
ตัวอย่างหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขา ได้แก่
- From Beirut to Jerusalem (1989)
- The Lexus and the Olive Tree (1999)
- Longitudes and Attitudes: Exploring the World After September 11 (2002)
????????????????????????
สาระที่น่าสนใจจากหนังสือ The World Is Flat: A Brief History of the Twenty-First Century เล่มนี้ อาจสรุปได้ 8 หัวข้อใหญ่ ดังต่อไปนี้
1. ทำไมเขาถึงว่ากันว่าโลกแบน?????
2. โลกาภิวัตน์ 3 ยุค
3. แรง 10 อย่าง ที่กดโลกให้แบน
4. Triple Convergence
5. อาชีพใหม่ๆ....บนโลกแบนๆ
6. ไชโย !!!!!!!! ดีใจจังที่ฉันเป็นจัณฑาล
7. ช่องโหว่ที่ก่อให้เกิดวิกฤต
8. ทำยังไงจึงจะอยู่รอดบนโลกแบนใบนี้
ในส่วนต่อไปจะกล่าวถึงเนื้อหาโดยสรุป ในแต่ละหัวข้อตามลำดับ
1.ทำไมเขาถึงว่ากันว่าโลกแบน?????
2
คำว่าโลกแบนในทัศนะของผู้เขียน หมายถึง การที่โลกปัจจุบันมีข้อจำกัดต่างๆ น้อยลงๆ มีการผสมรวมกัน (integrate) มากขึ้น อาจเปรียบเทียบได้กับโลกที่ถูกกดให้แบนด้วยแรงต่างๆ (ดูแรง 10 อย่างที่กดทับให้โลกแบน ในหัวข้อที่ 3 ข้างล่าง) ทำให้ภูเขาสูงที่บดบังวิสัยทัศน์ และปิดกั้นโอกาสต่างๆ ได้ถูกทำลายลง ผู้คนบนโลกต่างมีโอกาสแข่งขันกันได้มากขึ้น
2. โลกาภิวัตน์ 3 ยุค
ผู้เขียนขนานนามยุคโลกาภิวัตน์ ที่ต่างกัน 3 ยุค โดยเรียกเล่นๆว่า Globalisation 1.0, 2.0, และ 3.0
Globalisation 1.0 (ราว ค.ศ. 1429 ? 1800) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสำรวจเส้นการเดินทางบนโลก เพื่อการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ และเพื่อเป็นตลาดสินค้า ของประเทศผู้ล่าอาณานิคม ในยุคนี้ตัวเร่งกระบวนการโลกาภิวัตน์ คือ การที่ประเทศต่างๆพยามใช้พลังอำนาจที่ตนมีอยู่ ขยายอิทธิพลออกไป
คำถามประจำยุค---------?ประเทศของฉันจะแข่งกับประเทศอื่นในโลกได้ยังไง?
Globalisation 2.0 (ราว ค.ศ. 1800 ? 2000) เป็นช่วงที่เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ และสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ในช่วงครึ่งแรกของยุคนี้ ตัวเร่งกระบวนการโลกาภิวัตน์คือ ค่าขนส่งที่ต่ำลงอันเป็นผลมาจากการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำและรถไฟ ในขณะที่ช่วงครึ่งหลังของยุค มีตัวเร่งคือต้นทุนการสื่อสารคมนาคมที่ต่ำลง อันเป็นผลมาจากการหลอมหลวมกันของเทคโนโลยีหลายประเภท เช่น โทรเลข โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เคเบิลใยแก้ว และอินเตอร์เนตยุคต้นๆ
คำถามประจำยุค---------?บริษัทของฉันจะแข่งในตลาดโลกได้ยังไง??
Globalisation 3.0 (ตั้งแต่ ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา) เป็นยุคที่ปัจเจกบุคคลมีอำนาจในการแข่งขันมากขึ้นจากพัฒนาการทางเทคโนโลยี
คำถามประจำยุค---------?ตัวฉันจะแข่งกับคนอื่นๆในโลกได้ยังไง?
(ด้วยเทคโนโลยีและการร่วมกันทำงานกับผู้อื่น)?
การเชื่อมโยงกันของความรู้ทั้งหมดของมนุษยชาติจะก่อให้เกิดการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์
3. แรง 10 อย่าง ที่กดโลกให้แบน 3
1. การพังทลายกำแพงเบอร์ลิน เป็นเหมือนการปลดปล่อยพลังงานที่ถูกขังอยู่ภายในอาณาจักรคอมมิวนิสต์มานาน เป็นการเปลี่ยนสมดุลไปสู่โลกแห่งประชาธิปไตยและการค้าเสรี นับเป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยมด้วยชัยชนะของฝ่ายแรก เมื่อสังคมนิยมหายไป มนุษย์ก็ต้องอยู่กับทุนนิยมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
2. การเปิดตัวของ Netscape ที่เปลี่ยนแปลงการเชื่อมระบบจาก PC-based เป็น Internet-based อันก่อให้เกิดผลที่สำคัญ คือการขยายตัวของการใช้อีเมล์ และ Web browser ที่สามารถหาข้อมูลที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตมาแสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของทุกคน ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ยังตามมาด้วยการเปิดตัว Windows 95 ที่สามารถ support ระบบอินเตอร์เนตได้ในตัวมันเอง
3. Work flow software ช่วยให้ work flow ก้าวกระโดดไปข้างหน้า ยกตัวอย่าง ฝ่ายขายของบริษัทแห่งหนึ่ง รับออร์เดอร์ลูกค้าทางอีเมล์ แล้วก็ฟอร์เวิร์ดต่อไปยังฝ่ายขนส่งสินค้า เพื่อให้จัดส่งสินค้าแก่ลูกค้าพร้อมกับใบเสร็จที่พิมพ์ออกมาได้ทันที และเมื่อสินค้าถูกขายไปแล้วโปรแกรมเช็คสต็อคสินค้า ก็จะรู้เองโดยอัตโนมัติว่าต้องสั่งสินค้าตัวนี้มาสต็อคเพิ่ม มันจึงส่งคำสั่งไปยัง supplier ได้เองโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ดี การที่ฝ่ายต่างๆในบริษัทจะทำงานร่วมกัน (interoperate) ได้โดยไม่เกิดการติดขัดใน work flow ทุกฝ่ายในบริษัทจำต้องใช้ ระบบ software และ hardware ที่เหมือนกันทั้งหมด ในทำนองเดียวกัน การ interoperate ข้ามบริษัทก็ต้องใช้ระบบเดียวกันจึงจะต่อกันได้
4
ในช่วงปลาย 1990s ได้มีการพัฒนาโปรแกรม work flow ให้สามารถใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ตได้เป็นครั้งแรก และก็มีการพัฒนาโปรแกรมสำหรับงานด้านต่างๆมาเป็นลำดับ เช่น สำหรับสร้างภาพยนตร์ animation การวินิจฉัยโรคของแพทย์ personal banking และอื่นๆอีกมาก
Work flow software เป็นเหมือนการทำให้คอมพิวเตอร์สื่อสารกันเองได้ โดยเราแค่บอกสิ่งที่เราต้องการแล้วมันก็จะหา ?เพื่อนๆ? คอมพิวเตอร์ของมันมาช่วยทำงานจนเสร็จ (ที่สำคัญมันต้องพูดกันรู้เรื่อง คือ มี standard เดียวกัน)
ตัวอย่างที่ทันสมัยอันหนึ่งคือ PayPal ที่ทำให้ eBay ทำ e-commerce ได้สำเร็จใหญ่หลวง PayPal เป็นระบบการโอนเงินที่มีการก่อตั้งในปี 1998 เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกรรมแบบ C2C (Customer-to-Customer) ของ eBay ใครๆที่มี email address ก็สามารถส่งเงินให้ผู้อื่นผ่านบริการ PayPal ได้ แม้ว่าผู้รับจะมีบัญชี PayPal หรือไม่ก็ตาม
ในการซื้อขายสินค้า ผู้ซื้อสามารถเลือกจ่ายเงินผ่าน PayPal ได้ 3 แบบ คือ 1) ผ่านเครดิตการ์ด 2) หักบัญชีเช็ค 3) หักจากบัญชี PayPal ที่เปิดไว้ล่วงหน้า ส่วนผู้ขายก็จะสามารถเลือกรับเงินได้หลายทาง ได้แก่ 1) เข้าบัญชี PayPal (ถ้ามี) 2) รับเป็นเช็ค 3) ฝากเข้าบัญชีเช็คของผู้รับ
การเปิดบัญชี PayPal ก็ง่ายๆ ถ้าคุณต้องเป็นคนจ่ายเงิน คุณก็แค่แจ้งชื่อ e-mail address ข้อมูลเครดิตการ์ด และที่อยู่ตามบิลล์เครดิตการ์ด
4. Open-Sourcing ยกตัวอย่างโปรแกรม Apache (อปาเช่) ที่เป็น shareware โปรแกรมเกี่ยวกับ e-commerce อันหนึ่ง ที่ใครๆก็ดาวน์โหลดได้ฟรีทางอินเตอร์เน็ต
Apache เกิดจากการที่นักพัฒนา software หลายพันคนทั่วโลกร่วมกันทำงาน on-line พัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้นมา มันเป็นตัวอย่างหนึ่งของ Open-source movement ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น
คำว่า Open-Source มาจากแนวคิดที่บริษัทหรือกลุ่มคนได้เปิด source code (คือคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ที่ทำให้โปรแกรมหนึ่งๆทำงานได้ บริษัทที่ทำโปรแกรมขายจะรักษาความลับของ source code ไว้ เพราะถือเป็นหัวใจของโปรแกรมแต่ละโปรแกรม) ให้ทุกคนสามารถใช้ได้บนอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ใครก็ได้ มาช่วยกันปรับปรุง แล้วก็เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี
มี Open-source movement หลักๆ 2 กระแส
1.) การแชร์ความรู้ (intellectual commons movement) คล้ายกับ network ของนักวิชาการ เพียงแต่เปิดกว้างให้ใครๆก็เข้าร่วมได้ ทำให้เพิ่มโอกาสที่จะมีคนเข้ามาแชร์ความรู้ และการพัฒนาขององค์ความรู้ ตัวอย่างเช่น การเขียน Weblog หรือการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งของ สารานุกรมออนไลน์ wikipedia (ถ้าคุณยังไม่ค่อยแน่ใจว่า Weblog คืออะไร ก็ลองเข้าไปหาข้อมูลดูได้ที่ 5
http://en.wikipedia.org/wiki/Main_Page ----ภาณุภาคย์) ที่เปิดโอกาสให้ทุกคน สามารถส่งข้อมูลเกี่ยวกับทุกๆหัวเรื่องเข้ามาเพิ่มเติม
2.) การร่วมกันพัฒนา free software (ดูตัวอย่าง Apache ที่กล่าวไปแล้ว) เป้าหมายแรกเริ่มคือ ให้มีคนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้มาร่วมกันเขียน ปรับปรุง เผยแพร่โปรแกรมออกไปสู่ผู้ใช้โดยไม่คิดเงิน ซึ่งเป็นการทำให้ปัจเจกบุคคลมีพลังมากขึ้นด้วยการร่วมมือกันกับใครๆก็ได้ใน โลกนี้
ตัวอย่างของ open-source free software ที่โด่งดังและประสบความสำเร็จที่สุด จนโคตรยักษ์อย่าง Microsoft ยังต้องปรายตามาดู ก็คือ Linux Operating System (ระบบปฏิบัติการลีนุกส์) หรือที่กำลังโด่งดังอยู่ตอนนี้ก็คือ web browser ที่ชื่อว่า Firefox
5. Outsourcing โชคย่อมเข้าข้างผู้ที่เตรียมพร้อม --หลุยส์ ปาสเตอร์
Outsourcing คือ การมอบหมาย (จ้าง) ให้คนนอกบริษัททำงานบางอย่าง ที่เราเคยทำเองอยู่ในบริษัทของเรา (เช่น วิจัย, call centre, ติดตามเก็บเงินลูกค้า) แทนเรา ดังนั้นเราอาจมองได้ว่า Outsourcing ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำงานร่วมกัน
ผู้เขียนได้ยกกรณีของอินเดีย ให้เห็นเป็นตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการ Outsource โดยเล่าให้ฟังว่า ความเจริญของอินเดีย เป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมของผู้นำในอดีต โดยการส่งเสริมการศึกษาของประชาชน ที่เน้นทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และแพทยศาสตร์ เริ่มจากการตั้ง Indian Institutes of Technology (IIT) ของนายกฯเนรู
การที่อินเดียมีประชากรกว่า 1 พันล้านคน ทำให้เยาวชนต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อโอกาสเรียนต่อ ในระดับอุดมศึกษา ทำให้มีแต่คนชั้นหัวกะทิจริงๆที่จบมาได้
การส่งเสริมคุณภาพคนอย่างต่อเนื่อง เปรียบได้กับการเตรียมความพร้อมของคนไว้ รอเพียงแต่จังหวะโอกาสเหมาะที่จะเข้ามา ซึ่งในที่สุดโอกาสทองของอินเดียก็มาถึง นั่นคือ การที่อเมริกาเร่งนำเข้าคน IT จากอินเดียเพื่อป้องกันปัญหา Y2K ที่คาดกันว่าจะเกิดขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ในวินาทีที่โลกก้าวสู่สหัสวรรษใหม่
จากการมีความสามารถแต่ค่าจ้างถูก ทำให้คน IT อินเดียที่อยู่ในอเมริกาเหล่านี้หางานทำได้ง่าย และยังนำไปสู่การ outsource งาน IT อื่นๆจากสหรัฐไปยังอินเดีย เหตุการณ์นี้ทำให้อินเดียมีชื่อเสียงขึ้นมา ทางด้านแรงงานฝีมือทาง IT ที่มีความรู้ความสามารถ
ผู้เขียนถึงกับกล่าวว่า ถ้าวันที่ 15 สิงหาคม ถือเป็นวันประกาศอิสรภาพของประเทศอินเดียแล้ว วินาทีที่โลกก้าวเข้าสู่สหัสวรรษที่ 3 นี้ก็อาจถือได้ว่าเป็นการประกาศอิสรภาพแก่ผู้คนชาวอินเดีย


................................................


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ecco ที่ วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2008 เวลา 18:37:57
6. Offshoring ต่างจาก outsourcing ตรงที่ outsourcing ให้คนอื่นทำงานให้เฉพาะบาง function แต่ offshoring เป็นการยกโรงงานทั้งโรงไปไว้ที่ต่างประเทศ ด้วยเหตุผลด้านค่าแรงงานที่ถูกลง ภาษีต่ำกว่า ได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลประเทศที่ไปตั้งโรงงาน และต้นทุนทางด้านการดูแลสุขภาพพนักงานก็ต่ำลงด้วย
การเปิดประเทศและเข้าร่วม WTO ของจีนทำให้ Offshoring กลับมาเป็นหัวข้อสำคัญอีกครั้งหนึ่ง
7. Supply-Chaining เป็นการร่วมมือกันทำงานรูปแบบหนึ่งระหว่าง supplier, retailers, และลูกค้า ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
บริษัทที่บริหาร supply chain ได้ดีที่สุด คือ Wal-Mart ซึ่งมีส่วนทำให้เป็นบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ และมีกำไรสูงที่สุดในโลก ตัวอย่างของแนวทางที่ Wal-Mart ใช้ เช่น เมื่อผู้บริหารมองเห็นถึงความไม่สะดวกและไม่ประหยัดที่จะให้ suppliers ทุกรายขับรถมาส่งของที่ Wal-Mart แต่ละสาขา
ทำให้ Wal-Mart ตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Centre) ขึ้นมาเป็นจุดๆ เพื่อให้ suppliers ทุกรายขนสินค้ามาส่งรวมกันที่ศูนย์นี้ เมื่อสินค้ามารวมกันแล้ว Wal-Mart ก็จะจัดแจงขนสินค้าไปยังสาขาของ Wal-Mart แต่ละแห่งในพื้นที่นั้นเอง
การทำเช่นนี้ แม้จะทำให้ Wal-Mart มีต้นทุนจากการขนส่งเพิ่มขึ้น แต่บริษัทก็สามารถลดจำนวนเงิน ที่จะต้องจ่ายให้ retailers ทุกๆเจ้ามาส่งของให้โดยตรงได้เช่นกัน
เมื่อหักกลบลบกันแล้วยังทำให้ Wal-Mart เพิ่มกำไรขึ้นอีกถึง 2% (ฟังดูเหมือนน้อย แต่อย่าลืมว่า Wal-Mart มีรายได้เกือบ 3 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในปี 2005 ที่ผ่านมา ---ภาณุภาคย์)
8. Insourcing บริษัทขนส่งสินค้าและพัสดุอย่าง FedEx หรือ UPS ไม่ใช่เพียงแต่รับจ้างขนส่งสินค้าจากต้นทางสู่ปลายทางเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบ supply chains ของบริษัทต่างๆทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน
ยกตัวอย่างเช่น UPS เคยรับขน computer notebook ที่ลูกค้าโตชิบ้าต้องการส่งซ่อมไปยังศูนย์ซ่อมของ โตชิบ้า แต่มันก็ใช้เวลานาน กว่าที่ UPS จะไปรับเครื่องเพื่อเอาไปส่งศูนย์ซ่อม กว่าจะซ่อมเสร็จ และต้องไปรับมาส่งคืนลูกค้าอีก ทำให้ไม่เป็นที่ทันใจของลูกค้า
จึงเกิดความคิดว่าให้โตชิบาบอกลูกค้าว่า ?ถ้าเครื่องเสีย ให้ลูกค้าเอาเครื่องไปทิ้งไว้ที่ UPS แล้ว UPS จะส่งเครื่องไปซ่อมที่ศูนย์โตชิบาแล้วเอากลับมาส่งคืนให้? แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ เมื่อลูกค้าเอาเครื่องมาส่ง 7
แล้ว UPS ก็จะซ่อมเองเลย โดยใช้พนักงานของ UPS ที่ได้รับการรับรองจากโตชิบ้า ซ่อมเสร็จก็ส่งคืนลูกค้า โดยไม่ต้องมีการส่งเข้าศูนย์ซ่อมโตชิบ้าแต่อย่างใด
การทำอย่างนี้ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คือ 1) ลูกค้าพอใจมากขึ้นที่ส่งเครื่องไปซ่อมแล้วได้คืนเร็ว 2) UPS สร้างรายได้มากขึ้น จากการซ่อมคอมพ์ที่เสียให้โตชิบา 3) โตชิบ้าไม่ต้องเสียต้นทุนค่าขนส่งและซ่อมเครื่องเอง
Insourcing เกิดขึ้นเมื่อบริษัทหนึ่งๆสามารถมองเห็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ (ไม่จำกัดพื้นที่ในโลก) ที่ตนจะขายสินค้าได้ราคาดีขึ้น/มากขึ้น ผลิตสินค้าได้ในต้นทุนที่ต่ำลง หรือซื้อวัตถุดิบในราคาที่ถูกลง
9. In-Forming คือการที่คนสามารถหาข้อมูลความรู้และติดต่อสื่อสารกันได้ง่าย (be informed) ทางอินเตอร์เนต ไม่ว่าจะเป็น Google, Yahoo, MSN
ผู้เขียนมองว่า in-forming คือการที่คนๆหนึ่งสามารถประยุกต์ใช้แนวความคิดเรื่อง open-sourcing, outsourcing, insourcing, supply-chaining, และ offshoring ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง
10. The Steroids หมายถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิตอลไร้สาย ที่ผู้เขียนเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า steroid ก็เพราะมันเพิ่มพลัง เสริมแรงทั้ง 9 ข้างต้น ให้ช่วยกันทำให้โลกแบนเร็วยิ่งขึ้น
4. Triple Convergence
Workflow Technology
Productivity
New Opened Countries
ผู้เขียนกล่าวถึงการประสานกัน 3 ประการ (Triple Convergence) ที่เอื้อความสามารถในการแข่งขันให้ปัจเจกบุคคล 8
Convergence I หมายถึง การผสานรวมกันของ เทคโนโลยี workflow software และ hardware ดังตัวอย่างเช่น การที่บริษัทโคนิก้ามินอลต้า (Konica Minolta) สามารถผลิตเครื่องมือที่สามารถสแกนภาพ ส่งอีเมล์ พิมพ์งาน ส่งแฟกซ์ และถ่ายเอกสารได้ในเครื่องเดียวกัน (เครื่องนี้มีชื่อว่า Bizhub)
ผลกระทบสำคัญของ Convergence I นี้คือการเกิดขึ้นของสังคมเศรษฐกิจของโลกไร้พรมแดน ที่มีระบบอินเตอร์เน็ตเป็นตัวขับเคลื่อน ส่งผลให้เกิดการร่วมมือกัน (ทั้งการแบ่งปันความรู้ และการทำงาน) ของปัจเจกบุคคลหลากหลายรูปแบบ ได้ในเวลาเดียวกัน (real time) โดยปราศจากอุปสรรคทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ ระยะทาง หรือกระทั่ง (ในอนาคตอันใกล้นี้) ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร ผู้เขียนได้เน้นย้ำว่า นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจน ประการหนึ่งที่ว่าโลกกำลังแบนลง
Convergence II
หมายถึง การนำการผสานของเทคโนโลยี (convergence I) มาประยุกต์เข้ากับวิธีการทำงาน ทำให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่เพิ่มผลิตภาพ (productivity) สูงขึ้น ซึ่งทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี และวิธีการทำงานต่างก็มีส่วนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน นั่นคือ วิธีการทำงานใหม่ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากการเทคโนโลยีได้มากขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยีก็มีส่วนช่วยให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ๆได้หลากหลายขึ้น
ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตว่าสายการบังคับบัญชา (chain of command) สำหรับการปฏิบัติงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้เปลี่ยนแปลงจากแนวตั้ง ที่เน้นการสั่งการและการควบคุม (command and control) ไปเป็นแนวนอนที่เน้นการร่วมมือกัน (connect and collaborate) มากขึ้น
Convergence III
หมายถึง คือการที่ประชากรในประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกา และเอเชียกลาง รวม 3 พันล้านคน มีโอกาสร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ
ดังนั้นเมื่อพิจารณาทั้ง 3 ประสาน (triple convergence) ร่วมกันแล้วจะพบว่า โลกปัจจุบันมีสิ่งกีดขวาง ในการดำเนินกิจกรรมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยลง ทำให้ประชากรจากส่วนต่างๆของโลกที่แต่เดิมมีโอกาสน้อยกว่าประชากรของประเทศ อุตสาหกรรมดั้งเดิม มีโอกาสแข่งขันในเวทีโลกมากขึ้น โดยอาศัยกระบวนการ การร่วมมือกันและเทคโนโลยี ซึ่งนับเป็นแรงสำคัญที่มีส่วนกำหนดลักษณะของสังคมเศรษฐกิจของโลก ในศตวรรษที่ 21
9
แนวความคิดเกี่ยวกับโลกที่เล็กลงและไร้พรมแดนนี้ ผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตว่า มีมานานแล้ว คือ อย่างน้อยตั้งแต่ผลงานของ Karl Marx and Friederich Engels ที่ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ Communist Manifesto ในปี 1848 ผลงานดังกล่าว แม้จะมีความแตกต่างจากความเห็นของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อยู่บ้าง แต่ก็มีหลายส่วนที่คล้ายคลึงกัน เช่น การกล่าวถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีและเงินทุน ที่สามารถทำลาย สิ่งกีดขวาง พรมแดน ความขัดข้องต่างๆ ของระบบการค้าในระดับโลกโดยรวม
ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของ Friedman ก็คือเรื่อง multiple identity disorder หรือปัญหา ที่คนหรือองค์กรเกิดความรู้สึกสับสนขัดแย้งเกี่ยวกับเอกลักษณ์ (identity) ของตน อันเป็นผลมาจากความ ไม่ชัดเจนว่าตนมีบทบาทหลัก สังกัดอยู่ในกลุ่มไหน เช่น เป็นการยากที่จะระบุว่า บริษัท ฎ ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ เป็นบริษัทของประเทศอะไรถ้าหาก บริษัท ฎ มีคนจีนเป็น Chairman มีคนอเมริกันเป็นประธานพนักงานบริหาร (Chief Executive Officer?CEO) มีคนอินเดียเป็นประธานพนักงานปฏิบัติการ (Chief Operating Officer?COO) และ มีคนญี่ปุ่นเป็นประธานพนักงานการเงิน (Chief Financial Officer?CFO) ในขณะที่บริษัท ฎ เป็นบริษัทจดทะเบียนในฮ่องกง
คำถาม บริษัท ฎ จะรู้สึกว่ามีความผูกพันกับประเทศไหนมากที่สุด (จ๊ะ) ????????
5. อาชีพใหม่ๆ....บนโลกแบนๆ
มีอาชีพใหม่เกิดขึ้นอาชีพหนึ่ง อันเป็นผลมาจากการที่โลกแบน นั่นคือ Search Engine Optimisers (SEO) ที่มีหน้าที่ดูแลทีให้การค้นคำ keyword ด้วย search engines ต่างๆ แสดงผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลบริษัทของตนให้มากที่สุด และอยู่ในลำดับแรกๆของผลการค้นการค้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสธุรกิจได้อย่างมหาศาล โดยใช้ต้นทุนไม่มาก ลองคิดดูว่าถ้าคุณมีบริษัทขายกล้องดิจิตอลบนอินเตอร์เน็ต แล้วมีคนที่อยากซื้อกล้องดิจิตอล สักตัวมาหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ใน Google โดยใส่ keyword ว่า ?กล้องดิจิตอล? แล้วผลการ search มีข้อมูลสินค้าของบริษัทคุณโผล่ขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ก็น่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของคุณ และอาจกลายมาเป็นลูกค้าของคุณในที่สุด 10
6. ไชโย !!!!!!!!
ดีใจจังที่ฉันเป็นจัณฑาล
พวกเราคงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนในวรรณะจัณฑาลในอินเดีย ในบรรดาชนในวรรณะนี้ มีอยู่พวกหนึ่งที่กันถือว่าเป็นพวกที่ไม่มีใครสัมผัสแตะต้องได้ หรือ the untouchable เนื่องจากถือว่าจะเป็นการอัปมงคลแก่ผู้สัมผัสเอง ผู้เขียนให้ความเห็นว่าในยุคโลกแบน ระบบวรรณะอาจกลับตาลปัตร กลายเป็นใครๆต่างกลับอยากทำตัวเองให้เป็น the untouchable นั่นคือ ไม่มีใครกล้ามาแตะต้อง หากคนต้องการสร้างความมั่นคงและความมีคุณค่า ก็ต้องทำตัวให้เป็น the untouchable ซึ่งหมายถึง มีความสามารถทักษะการปฏิบัติงาน ที่จะไม่ถูก outsourced ซึ่งผู้เขียนได้จำแนกประเภทของ the untouchables นี้ไว้ 4 ประเภท คือ
(1) Special เช่น พวก Michael Jordan, Bill Gates, Barbra Streisand ที่งานไม่มีทางถูก outsourced ได้ แต่ถ้าเราไม่ได้มีความสามารถพิเศษอย่างคนเหล่านี้ เราก็ยังมีทางเลือกอื่นอีก 3 ทาง
(2) Specialised พวกนี้รวมถึง knowledge workers ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ทนายความ นักบัญชี ศัลยแพทย์สมอง นักวิชาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ ตำแหน่งงานเหล่านี้มักมีคนต้องการมาก แต่ก็มีลักษณะพิเศษที่ผู้เขียนใช้คำว่าไม่ fungible (note: คำว่า fungible นี้สำคัญ ในยุคโลกแบน ซึ่งงานที่มีลักษณะ fungible จะเป็นงานที่สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำแทนได้ แล้วก็สามารถว่าจ้างพนักงานในสถานที่ที่มีค่าแรงถูก [ที่ไหนก็ได้บนโลกนี้] ทำแทนได้) ดังนั้นงานที่ไม่ fungible จึงมีความมั่นคงสูง)
(3) Anchored คืองานที่ติดอยู่กับสถานที่ที่ทำ มีการติดต่อตัวต่อตัวกับลูกค้า ผู้รับบริการ (ส่วนมากเป็นงานบริการ ทำให้ไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำได้ทั้งหมด) อย่างไรก็ดี บางส่วนของงานที่ anchored นี้ ก็อาจเป็น fungible ได้ เช่น หมอในญี่ปุ่นอาจจ้างให้นักรังสีวิทยาที่อยู่ในอินเดีย (ที่เก่ง แต่มีค่าจ้างถูก) อ่านผล CAT scan ของคนไข้ให้
(4) Really adaptable ทางเลือกสุดท้ายที่คุณจะทำได้หากต้องการมีความมั่นคงในการงาน นั่นคือคุณต้องเพิ่มเติมทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ใส่ตัวอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถสร้างคุณค่าให้กับงานเพิ่มขึ้น โดยผู้เขียนเปรียบเทียบกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับไอติมวนิลาพื้นๆ โดยการใส่ ช็อกโกแลตชิปลงไป แปะหน้าด้วยวิปครีม และเชอร์รี่ แล้วก็ขายได้แพงกว่าไอติมวนิลาธรรมดา (หมายเหตุ: เพื่อให้ได้กลิ่นอายไทยๆ อาจจินตนาการถึงไอติมกะทิ หรือไอติมอื่นๆตามชอบ แทนไอติมวนิลาได้---ภาณุภาคย์) 11
7. ช่อง โหว่
ที่ก่อให้เกิดวิกฤต
ผู้เขียนกล่าวถึงวิกฤตการณ์ของอเมริกา ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จากการถดถอยลงของความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ของประเทศ ซึ่งเคยถือได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน อเมริกันมาเป็นเวลาช้านาน
ผู้เขียนคาดว่าผลของวิกฤตการณ์นี้อาจเผยตัวออกมาอย่างช้าๆในช่วง 15-20 ปีข้างหน้า โดยเขาได้กล่าวถึงช่องโหว่ (gaps) 3 ประการ ที่สหรัฐกำลังเผชิญ
1.) The number gap (ช่องโหว่ทางตัวเลข) มีการกล่าวถึงสถิติตัวเลขที่สำคัญๆต่างๆ เช่น ในปี 2004 ที่ NASA มีการตระหนักถึงปัญหาเรื่อง aging workforce มีการกล่าวถึงสถิติว่า พนักงานราว 40 เปอร์เซ็นต์มีอายุ 55 ปี หรือมากกว่า และมี เพียง 4 เปอร์เซ็นต์มีอายุต่ำกว่า 30 ปี
ในขณะที่ประเทศต่างๆมีสัดส่วนผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางวิทยา ศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ (Science and Engineering?S&E) สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น 60 เปอร์เซ็นต์ในจีน 33 เปอร์เซ็นต์ในเกาหลีใต้ และ 41 เปอร์เซ็นต์ในไต้หวัน ส่วนของอเมริกาคงที่อยู่ที่ 31
แนวโน้มนี้มีความสำคัญเนื่องจากความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของอเมริกา มีการพึ่งพาการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆเป็นอย่างมาก
ผู้เขียนเชื่อว่า แม้อเมริกาจะเริ่มลงมือแก้ไขปัญหาในวันนี้ แต่ทว่าผลจากการแก้ไขปัญหาในวันนี้จะต้องใช้เวลาถึง 10-20 ปี ข้างหน้ากว่าจะเห็นผล
2.) The ambition gap (ช่องโหว่ทางความมุ่งมั่น) มีการกล่าวถึง ผู้คนในบางประเทศ มีลักษณะ เอาจริงเอาจัง มีความทะเยอทะยาน เช่น คนจีน อินเดีย หรือโปแลนด์ โดยภาพรวมๆแล้ว คนเหล่านี้ไม่ได้แค่อยากทำงานกับบริษัทอเมริกัน หรืออยากเป็นชาวอเมริกันเท่านั้น แต่พวกเขาอยากจะเป็นเจ้านายคนอเมริกันเลยทีเดียว
12
ในชนบทจีน คนเห็นบิลล์ เกตส์ เป็นซูเปอร์สตาร์........
ในขณะที่ในอเมริกา ซูเปอร์สตาร์คือ........... บริทนีย์ สเปียรส์ และนี่.................คือปัญหา
3.) The education gap (ช่องโหว่ทางด้านการศึกษาและวิจัยสร้างความรู้) มีการอ้างสถิติว่า รัฐบาลกลางอเมริกา ได้ตัดเงินอุดหนุนการวิจัยลงร้อยละ 37 จากปี 1970-2004
?ในประเทศจีน ถ้าคุณคิดว่าตัวเอง เจ๋งขนาดเป็น 1 ในล้านได้
ก็หมายความว่ายังมีคนอย่างคุณอยู่อีก 1,300 คน (เพราะจีนมีประชากรถึง 1,300 ล้านคน)?
8. ทำยังไงจึงจะอยู่รอดบน
โลกแบนใบนี้
ผู้เขียนเสนอข้อแนะนำ ในการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไว้ 5 ประการ
1) LEADERSHIP ผู้นำการเมืองต้องตระหนักและทำให้ประชาชนเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกยุค ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ ?เล่น? การเมืองอย่างเดียว
2) MUSCLE BUILDING ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแนวคิดจาก การจ้างงานตลอดชีวิต (lifetime employment) ไปสู่การส่งเสริมการพัฒนาอาชีพตลอดชีวิต (lifetime employability) นั่นคือ องค์กรควรที่จะสนับสนุนให้คนพัฒนาตนเองเพื่อการอยู่รอดในวิชาชีพ แทนที่จะส่งเสริมการจ้างงานตลอดชีวิต มิฉะนั้นคนจะไม่แข่งขัน ไม่กระตือรือร้น และอยู่ไม่ได้ในยุคที่โลกแบนแบบนี้ ผู้เขียนได้อุปมาดั่งการเปลี่ยนไขมันในตัวคนให้เป็นกล้ามเนื้อ
3) CUSHIONING ผู้เขียนเสนอให้มีการประกันค่าจ้าง (Wage insurance) ตามแนวความคิดของ Kletzer and Litan โดยกำหนดให้ผู้มีสิทธิ์ได้รับการประกันค่าจ้าง จะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ (1) ถูกเลิกจ้างเนื่องจากเหตุ offshoring, outsourcing, downsizing, หรือธุรกิจได้ปิดดำเนินการ (2) ต้องทำงานเดิมอยู่ไม่น้อยกว่า 2 ปี (3) จะไม่ได้รับเงินชดเชยจนกว่าจะหางานใหม่ได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนว่างงานรีบหางานใหม่ทำ
4) SOCIAL ACTIVISM มีการรวมตัวกันของบริษัทยักษ์ใหญ่ในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ มีการรวมตัวของ HP-Dell-IBM เมื่อตุลาคม 2004 มีการตกลงกันว่า ทั้ง 3 บริษัท และ suppliers ที่มีอยู่ทั่วโลกของทั้ง 3 บริษัท จะต้องดำเนินกิจการตามแนวทางข้อตกลงที่ร่วมกันกำหนดไว้ ที่เรียกว่า The Electronics Industry Code of Conduct อันครอบคลุมประเด็นต่างๆ เช่น การต่อต้านการให้/รับสินบน การจ้างแรงงานเด็ก การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ระเบียบเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียและมลพิษอื่นๆ และการป้องกันและรายงานอุบัติภัยในที่ทำงาน 13
แนวคิดนี้เป็นเสมือนการกระจาย Governance ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูงไปสู่ประเทศต่างๆทั่วโลกที่ suppliers ของตนตั้งอยู่
5) PARENTING พ่อแม่ของเด็กต้องตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ลูกๆของตนกำลังจะเผชิญ และสอนวิธีการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้นให้กับเด็กรุ่นต่อๆไป
................................................


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: wut405 ที่ วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2008 เวลา 22:38:54
 
อ้างถึง
PARENTING พ่อแม่ของเด็กต้องตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ลูกๆของตนกำลังจะเผชิญ และสอนวิธีการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้นให้กับเด็กรุ่นต่อๆไป


สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมกำลัง ทำอยู่ทุกวัน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูก ผมจะบอกลูกเสมอว่า ไม่ว่าในวันข้างหน้า ประเทศจะเป็นอย่างไร จะเกิดสงครามกลางเมือง จะนองเลือด จะมีแต่สิ่งสะระหักพังก็ตาม ลูกก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ ไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย และผมก็จะ พยายามให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะอะไร ใครเป็นคนทำใครเป็นคนสร้างใครเป็นคนทำลาย ไม่ตามกระแส ไม่ตามใจ แต่ตามสิ่งที่มันเป็นจริงเท่านั้น ลูกผม เด็กอายุ 15 เสนอความคิดออกมาว่า การที่จะจัดการกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้ว ประเทศจะยุติกลับมาสงบสุขอย่างเดิม ไม่อาจจะเป็นไปได้ มีอยู่ทางเดียว คือ ให้ต่างชาติ เขามา คุมระบบของประเทศไทยสักพัก เมื่อนั้นคนไทยจะได้คิดได้ว่า ตู จะมาทะเลอะกัน และแบ่งแยก พวกมึ่งพวกตู ทำไมกัน ในเมื่อ เรามันก็เป็นไทยด้วยกัน ตราบใดที่ ยังไม่ถึงวันนั้น คนไทยก็ยังจะตั้งหน้า ทะเลอะกัน อย่างไม่มีวันจบ และ นี้คือ สิ่งที่ลูกผมออกความคิดเห็นมาครับ


หัวข้อ: Re: 2553 จุดจบประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: somkiat ที่ วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2008 เวลา 10:21:58
ปกติจะไม่สนใจการเมือง แต่ได้อ่านพวกเราแล้วรู้สึกดีใจครับ
ที่ไม่ตกเป็นทาษของการขายข่าว
ถ้าเรายึดมั่นอยู่ในระบอบประชาธิปไตยแล้วก็จะมองเห็นเหตุผล
ว่าอะไรถูก อะไรผิด
มองจากเหตุ ไปหาผล
หรือมองจากผล ไปหาเหตุ
ผลลัภย์ ที่ได้ก็คือ คนไทยถูกมอมเมา
จากผู้เสียประโยชน์ จากสื่อสารมวลชนที่ทำหน้าที่เพียงขายข่าว
สิ่งที่เสียหายคือ ชาติ ความสามัคคี และระบอบการปกครอง
มีคนพูดกันว่า หากเกลียดใครก็ให้พูดเรื่องการเมือง
ขนาดพ่อตากับลูกเขยยังฆ่ากันตายได้

ดีใจครับที่พวกเราชาว Peugeot ใช้เหตุผลเป็นที่ตั้ง