Class A :
คือเพาเวอร์แอมพ์เน้นคุณภาพเสียง ค่าความเพี้ยนน้อย และเสียงรบกวนน้อย หรือต่ำมาก แต่กำลังขับไม่สูงมากนัก มีขีดจำกัดในการเล่นต่อเนี่อง แต่ปัจจุบันได้พัฒนาให้มีกำลังขับที่มากขึ้น เหมาะสำหรับนักเล่นที่ชอบฟังรายละเอียดของเสียงเป็นพิเศษ ไม่เน้นพลังเสียง
Class AB :
คือเพาเวอร์แอมป์ที่เน้นทั้งกำลังขับ และคุณภาพเสียงแต่ค่าความเพี้ยน และเสียงกวนมีมากกว่า Class A ข้อดีมีกำลังขับสูง และขับเล่นได้อย่างต่อเนืองโดยไม่มีขีดจำกัด ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และมีลูกเล่นที่มากมาย เหมาะสำหรับนักเล่นที่เน้นทั้งรายละเอียดและพลัง
Class D :
เป็นเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับสูง แน้นพลังอย่างเดียว ส่วนมากผลิตออกมาเป็นแบบโนบลอก 1 แชลแนล เหมาะสำหรับขับซับวูเฟอร์ และสามารถโหลดเล่นได้ที่ความต้านทานต่ำสุดที่ 1หรือ 0.5 โอห์ม (ขึ้นอยุ่กับแต่ละยี่ห้อ)ซึ่งหากโหลดความต้านทานได้น ้อย กำลังวัตต์ก็จะเพิ่มมากขึ้น
CLASS G :
เป็นเครื่องขยายเสียงที่ใช้ไฟเลี้ยงตั้งแต่ 2 ชุด ขึ้นไป และจะทำงานโดยภาคขยายเสียงจะปรับไปใช้ไฟเลี้ยงที่สูง ขึ้นหากสัญญาณขาเข้ามีความแรงมากขึ้น จึงทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่มีปัญหาในช่วงการเปลี่ยนจากภาคจ่ายไฟ ที่จะปรับใช้ในแต่ละความแรงของสัญญาณ
CLASS H :
เคยมีใช้ในวงการรถยนต์ในยี่ห้อ BLADE ที่เรียกวงจรนี้ว่า BASH นั่นคือ การประยุกต์ CLASS G ขึ้นมาให้ภาคจ่ายไฟปรับแรงดันได้ตลอดเวลา ตามความแรงของสัญญาณที่เข้ามา ซึ่งภาคจ่ายไฟแบบนี้ คือ ต้นแบบของหลักการในภาคจ่ายไฟของ CLASS D แต่การจัดวงจรภาคขาออกจะเหมือนกับวงจรแบบ CLASS AB
CLASS S :
คือการทำงานของภาคขยายเสียงที่ทำงานแบบ switching ที่มีการทำงานแบบเปิด/ปิด อยู่ตลอดเวลา และต้องใช้วงจรกรองความถี่แบบ low pass ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น CLASS D
CLASS T :
เป็นการเรียกขานตามวงจรควบคุมการทำงานที่ผลิตโดย บริษัท ไทรพาธ(Tripath) ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อลดจุดด้อยของ CLASS D ที่ไม่มีเสถียรภาพในความถี่สูงโดยใช้ความสามารถในเชิ งดิจิตอลเข้ามาช่วยเพิ่มความถี่ของการทำงานแบบ switching ทำใหswitching ที่ความถี่สูงขึ้นถึงในระดับความถี่ประมาณ 85 KHz จากนั้นจึงใช้วงจรกรองความถี่ แบบ Low passที่ประมาณ 40 KHz ทำให้ได้เครื่องขยายเสียงแบบ CLASS D ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนถึงความถี่ ที่สูงกว่า 20 KHz
CLASS E :
Audiobahn ใช้เป็นชื่อเรียกในรุ่นของเครื่องขยายเสียง แต่การทำงานไม่ใช่ class E จริงๆ เครื่องขยายเสียง class E ทำงานโดยใช้หลักการ switching แบบอ่อน ๆ คือไม่ได้ใช้ลักษณะของ switching เป็นหลักในการขยายสัญญาณโดยจะปล่อยให้มีสัญญาณหรือกร ะแสต่ำ ๆ กระตุ้นการทำงานของภาคขาออกอยู่ตลอดเวลา เพื่อลดความเพี้ยนที่เรียกว่า crossover distortion หรือ switching distortion ขณะเดียวกันถือได้ว่ามีการออกแบบวงจรจ่ายไฟที่ดีมาก ทำให้มีประสิทธิภาพสูงเช่นกัน

